รับทำ SEO เฉพาะทาง

บริษัท ไทยเอชวัน จำกัด เป็นผู้ให้บริการรับทำ SEO
เราให้บริการแก่ลูกค้า 300 กว่าบริษัทโดยผ่านช่องทางการขายด้วยพนักงานของเราเอง และขายผ่านพันธมิตรของเรา
เราเป็นบริษัท Web Marketing แห่งเดียวที่รับทำ SEO โดยเฉพาะ

บริษัท ไทยเอชวัน จำกัด ถูกก่อตั้งเมื่อปี 2011 และเราเคยเป็น Digital Agency ที่มีบริการเริ่มตั้งแต่ รับทำเว็บไซต์, โฆษณา Banner จนถึง Google AdWords, Facebook Ads, Ad network ต่างๆ และ รับทำ SEO

ซึ่งในบริการทั้งหมดที่เราเคยทำอยู่ บริการรับทำ SEO เป็นบริการที่มีเสียงตอบรับจากลูกค้า และมีประสิทธิภาพด้านการตลาดออนไลน์มากที่สุด เราจึงมุ่งเน้นที่จะให้บริการด้านการรับทำ SEO เพียงอย่างเดียว และมีแผนที่จะพัฒนาบริการรับทำ SEO ของเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าสามารถดำเนินไปอย่างมีศักยภาพ

เหตุผลที่เราตัดสินใจที่ตัดบริการอื่นๆ ที่เคยทำอยู่ออกไป เนื่องจากว่า บริการรับทำ SEO เป็นบริการที่ต้องใช้เวลา และต้องมีการอัพเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจำนวนข้อมูลที่อัพเดตมีจำนวนเยอะ และต้อง อัพเดตอย่างรวดเร็ว หากเราต้องการมืออาชีพจริงๆ ก็ต้องลงทุนเวลาให้เต็มที่ แต่เมื่อเราต้องดูแลบริการอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เราคิดว่าเราจะไม่สามารถให้บริการลูกค้า SEO ของเราได้อย่างเต็มที่

เราจึงตัดสินใจเลือกให้บริการ SEO อย่างเดียว และ เลือกที่จะเป็นบริษัทรับทำ SEO เฉพาะทาง
จนถึงวันนี้

“SEO is dead” เป็นคำที่ได้ยินเมื่อ Google มี Algorithm Update และได้ยินมาเป็น 10 กว่าปี แต่ที่แท้จริงก็จะตรงข้ามกันเลย เพราะ SEO จะสำคัญมากขึ้นยิ่งกว่าเดิมเสมอ เพราะ จำนวนคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนในโฆษณาออนไลน์ก็มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ SEO เป็นการตลาดออนไลน์ที่มีบทบาทสำคัญมากในตอนนี้ และจะสำคัญมากขึ้นอีกในอนาคต และ คุณทราบมาก่อนไหมว่า Google เองก็เป็นคนที่สนับสนุนให้ทำ SEO ด้วย

ดังนั้น SEO ไม่ใช่เป็นที่ตาย แต่เป็นบริษัทรับทำ SEO ที่เน้นให้บริการลูกค้าแบบติดอันดับในระยะเวลาสั้นๆ โดยใช้วิธีหลอก Google (เรียกว่า Black Hat SEO) มากกว่า

จริงๆ แล้ว SEO เป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องจ้างบริษัทรับทำ SEO อย่างเรา
ซึ่งระดับความรู้ทางด้านเทคนิกสำหรับการทำ SEO จะเป็นระดับพื้นฐาน ซึ่งไม่ได้ทำยากมาก แต่คุณจำเป็นต้องมีความรู้แบบกว้างมากเกี่ยวกับปัจจัยในการทำ SEO แต่ละอัน เช่น เรื่องโดเมน, โฮสติ้ง, CMS, ธีมของ CMS, วิธีวัดผล, วิธีวิเคราะห์ผล, วิธีเลือก Keywod ที่เหมาะสม และรวมการอัพเดตเล็กๆ น้อยๆ หรือการอัพเดตใหญ่ๆ ของ Google ด้วย เพราะ Google จะมี Algorithm Update มากกว่า 300 ครั้งต่อปี ซึ่งต้องอัพเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

SEO เป็นสิ่งที่ไม่ได้มีเทคนิกพิเศษอะไรแอบแฝงในการทำ
แค่ทำสิ่งที่ทุกคนรู้กัน ให้ถูกวิธีทุกขั้นตอน แต่อาจจะมีขั้นตอนเยอะหน่อย และต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งเราใส่ใจทุกรายละเอียด แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม เพราะถ้าเรื่องเล็กน้อยนั้นมีส่วนช่วยทำให้เว็บไซต์ และธุรกิจของลูกค้าของเราเติบโตไปในทิศทางที่ดีขึ้น เราก็พร้อมที่จะช่วยทำอย่างเต็มที่

หากคุณเห็นว่าเรามีความเป็นมืออาชีพด้าน SEO และวางใจให้เราช่วยจัดการการตลาดออนไลน์ในส่วนนี้แทน เพื่อที่คุณจะได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับธุรกิจ และสิ่งที่คุณถนัดได้อย่างเต็มที่แล้วล่ะก็ “เรารออยู่นะ”

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนทำ SEO (Site Audit)

ก่อนที่จะเริ่มทำ SEO เราจะทำการวิเคราะห์เว็บไซต์คร่าวๆ เพื่อให้ทราบว่าเว็บไซต์ของคุณเหมาะต่อการทำ SEO หรือไม่ หรือมีประสิทธิภาพมากน้อยขนาดไหน โดยสิ่งที่เราวิเคราะห์ออกมานั้นอาจจะมีบางอย่างที่สามารถแก้ไขได้ แต่บางอย่างก็แก้ไขไม่ได้ แต่จุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์ คือ เพื่อต้องการให้คุณทราบว่าเว็บไซต์ของคุณดีกว่า หรือ ด้อยกว่า เมื่อเทียบกับคู่แข่ง เพราะบางครั้งเว็บไซต์ของคุณอาจจะแย่ แต่ว่าคู่แข่งของคุณมีเว็บไซต์ที่แย่กว่า เว็บไซต์ของคุณจึงมีอันดับที่ดี แต่ในบางครั้งที่เว็บไซต์ของคุณดีมากอยู่แล้ว แต่คู่แข่งก็มีเว็บไซต์ที่ดีมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบหรือแข่งขันกัน การขึ้นอันดับของคุณก็เป็นไปได้ยาก
ดังนั้นควรทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ของคุณก่อน เพื่อที่จะได้มีการปรับแก้ไขได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ประเภทเว็บไซต์ (จุดมุ่งหมายของเว็บไซต์)

คุณต้องทราบก่อนว่าเว็บไซต์ของคุณมีจุดมุ่งหมายอย่างไร สร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่ออะไร เช่น จัดทำเว็บไซต์เพื่อให้ข้อมูล ข่าวสารทั่วไปของบริษัท หรือองค์กร (Corporate Website) โดยข้อมูลในส่วนนี้ก็อาจจะเป็นประวัติความเป็นมา ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการต่างๆ จัดทำเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าออนไลน์ (E-Commerce Website) เป็นต้น และอีกสิ่งที่เราเจอบ่อยๆ ก็คือ Global Website เว็บไซต์ลักษณะนี้จัดทำขึ้นเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ และเพื่อเป้าหมายทางธุรกิจ ซึ่งมักจะพบในบริษัทใหญ่ๆ ที่การออกแบบเว็บไซต์จะถูกออกแบบและวางระบบโดยบริษัทแม่ หรือบริษัทต้นขั้ว ทำให้การแก้ไข หรือปรับปรุงเป็นไปได้ยาก และอาจจะเป็นไปไม่ได้เลย

โดเมน

คุณต้องทราบว่าโดเมนของคุณมีอายุเท่าไหร่ จดมานานขนาดไหน เพราะอายุของโดเมนเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับของ Google และเราไม่สามารถแก้ไขอายุโดเมนได้ โดเมนที่ยิ่งอายุโดเมนมากก็จะได้รับความเชื่อถือจาก Google มากด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์ที่อายุโดเมนน้อย หรือเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดใหม่จะหมดโอกาสที่จะขึ้นดับ โดยสามารถขึ้นได้ แต่ก็ต้องไปเน้นในจุดอื่นๆ แทน แต่ในกรณีที่บางบริษัท หรือบางคนอยากจะเปลี่ยนเว็บไซต์ใหม่ และเปลี่ยนโดเมนใหม่ไปด้วย โดยทิ้งโดเมนอันเก่าไปแบบไม่มีเหตุผล เราแนะนำว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างมาก อย่างที่บอกไปแล้วข้างต้นว่าโดเมนที่มีอายุมากจะช่วยในเรื่องของอันดับ ซึ่งหากต้องการเปลี่ยนเว็บไซต์ใหม่ เราแนะนำว่าให้ใช้โดเมนเดิมจะดีที่สุด ในกรณีที่เปลี่ยนเว็บไซต์ใหม่ เปลี่ยนโดเมนใหม่ เพราะชื่อสินค้า บริการ หรือชื่อบริษัทเปลี่ยนใหม่ ก็สามารถทำได้ไม่มีปัญหา แต่เราแนะนำว่าอย่าทิ้งโดเมนอันเก่า ให้ต่ออายุเก็บไว้ใช้ในอนาคต หรือให้ตั้ง Redirect ไปที่เว็บไซต์ใหม่แทน เพื่อให้คนเข้ามาจากเว็บไซต์เก่าสามารถไปที่เว็บไซต์ใหม่ได้ทันที ซึ่งวิธี Redirect นี้จะช่วยให้ Google เชื่อถือและให้คะแนนเว็บใหม่มากขึ้น

Server

ความเร็วของเว็บไซต์เป็นอีกปัจจัยต่อการให้คะแนนของ Google และ Server ก็เป็นตัวสำคัญเกี่ยวกับความเร็วของเว็บไซต์ เพราะข้อมูลที่อยู่ใน Server ยื่งอยู่ใกล้ผู้ใช้มากเท่าไหร่ จะยิ่งเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์มากขึ้นเท่านั้น เช่น ถ้าผู้ใช้ หรือกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ประเทศไทย ก็แนะนำว่าให้ใช้ Server ในประเทศไทยจะดีที่สุด ถ้าผู้ใช้ หรือกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ต่างประเทศ ก็แนะนำว่าให้ใช้ Server ของประเทศนั้นๆ แต่ในอีกกรณีที่ไม่สามารถย้าย Server ให้มาอยู่ใกล้ผู้ใช้ได้ คุณก็สามารถใช้วิธีการเลือก Spec ของ Server ให้ดีดี ก็จะช่วยเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ได้อีกทางหนึ่ง

จำนวนหน้าและจำนวนเนื้อหา (Content)

จำนวนเนื้อหาเป็นปัจจัย 1 ใน 2 ปัจจัยที่สำคัญต่อการจัดอันดับของ Google ที่ Google ประกาศอย่างเป็นทางการ เว็บไซต์ที่มีจำนวนหน้าและจำนวนเนื้อหายิ่งมากยิ่งดีต่อการขึ้นอันดับ ในการเพิ่มเนื้อหาในเว็บไซต์คุณต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความมีคุณภาพของเนื้อหา และความเกี่ยวข้องกันภายในเว็บไซต์ด้วย นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับ เพราะการเพิ่มจำนวนเนื้อหาที่มาก เพื่อหวังจะขึ้นอันดับอย่างเดียว แต่เนื้อหานั้นๆ ไม่มีคุณภาพ ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน เมื่อเพิ่มลงไปในเว็บไซต์ก็ไม่ได้ช่วยทำให้เว็บไซต์อันดับดีขึ้น แต่หากมีการเตรียมเนื้อหาที่ดีดีแล้ว จำนวนหน้าของเว็บไซต์ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างอัตโนมัติ เพราะสองอย่างนี้จะมาคู่กันเสมอ และเมื่อจำนวนหน้าเพิ่มขึ้น และจำนวนเนื้อหาเพิ่มขึ้น Google ก็จะให้คะแนนเว็บไซต์มากขึ้นตามไปด้วย/

ลิงก์

ลิงก์เป็นปัจจัย 1 ใน 2 ปัจจัยที่สำคัญต่อการจัดอันดับของ Google ที่ Google ประกาศอย่างเป็นทางการ
คุณต้องทราบว่าเว็บไซต์ของคุณมีลิงก์ Inbound link หรือ Backlink ลิงก์ที่ออกไปจากเว็บไซต์เรา เรียกว่า Outbound link เมื่อก่อน Google ให้ความสำคัญกับจำนวนลิงก์มากกว่าคุณภาพของลิงก์ แต่ในตอนนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของลิงก์มากกว่าจำนวนลิงก์แล้ว ยิ่งกว่านั้นก็คือ ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพ ก็จะทำให้เว็บไซต์อันดับตกลงไปอย่างรวดเร็ว และถ้าหากในเว็บไซต์ของคุณมีจำนวนลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพจำนวนมากๆ ก็จะทำให้ถูกแบน และหายในจาก Google ได้

จำนวน และ ความถี่ของ Keyword

ในยุคที่สามารถใส่ Keyword เยอะๆ ลงในเนื้อหาแล้วทำให้อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นก็ได้จบลงไปแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นยุคที่หลายคนบอกว่าความถี่ของ Keyword เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำ SEO บางคนก็บอกว่า Keyword ควรมีความถี่ 7% บางคนก็บอกว่า 10% แต่สุดท้ายยุคนี้ก็ได้จบลงไปเช่นกัน เพราะวิธีดังกล่าวหากนำมาใช้ในปัจจุบันก็จะถือว่าผิดนโยบายของ Google ซึ่งในตอนนี้จากข้อมูลของ Google และประสบการณ์ทำงานของเรา พบว่าเว็บไซต์ที่ไม่มี Keyword หรือหน้าเว็บไซต์ที่ ไม่มี Keyword ก็จะไม่ขึ้นอันดับ ส่วนเว็บไซต์ที่มี Keyword ก็จะมีโอกาสในการขึ้นอันดับมากกว่า ซึ่งลักษณะการใส่ Keyword ก็จะใส่แบบธรรมชาติ ไม่ได้จงใจที่จะใส่แบบในสมัยก่อน ดังนั้นเนื้อหากับ Keyword จะออกมาในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติ อ่านแล้วสละสลวย ซึ่งบางคนอาจจะสงสัยว่าแล้ว Google จะทราบได้อย่างไรว่า ใส่ Keyword ดังกล่าวนั้น เป็นการใส่แบบธรรมชาติ หรือว่าตั้งใจใส่กันแน่ เราสามารถอธิบายได้ว่าเนื่องจาก Google มี Algorithm ที่สามารถตรวจสอบได้ว่า Keyword นั้นๆ มีความถี่แบบผิดปกติหรือไม่ โดยเปรียบเทียบจากข้อมูลที่ Google มี และวิเคราะห์การให้คะแนนออกมาได้

การใช้ Flash

คุณต้องทราบว่าเว็บไซต์ของคุณมีการใช้ Flash หรือไม่ เนื่องจาก Google จะไม่ค่อยให้คะแนนกับเว็บไซต์ที่ใช้ Flash เพราะอุปกรณ์ (Device) บางชนิด เช่น ไอโฟน ไอแพด ไม่สามารถแสดง Flash ได้ และถ้าเว็บไซต์ของคุณต้องการที่จะใช้ Flash จริงๆ Google แนะนำว่าให้ใช้ HTML 5 จะดีกว่า

การใช้ Frame

Frame เป็นการนำข้อมูลจากที่อื่นมาแสดงไว้ในเว็บไซต์ตัวเอง มีลักษณะเป็นกรอบข้อความอยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งบางอุปกรณ์ (Device) เก่าๆ ไม่สามารถแสดงได้ และที่สำคัญเว็บไซต์ที่มีการใช้ Frame จะมีผลต่อการเก็บข้อมูลของ Google โดยทำให้ Google เกิดความสับสนและอาจจะเก็บข้อมูลผิดพลาดได้

CMS ที่ใช้

CMS ที่คุณใช้มีผลต่อการขึ้นอันดับ SEO เพราะ CMS บางอย่างไม่สามารถที่จะแก้ไข Tag ในหน้าต่างๆ ได้ ตัวอย่างกรณีที่เรามักจะพบในลูกค้าบ่อยๆ มี 2 กรณี คือ กรณีแรก CMS ของลูกค้าสามารถที่จะแก้ไข Tag ในเว็บไซต์ได้ แต่แก้ไขได้ไม่ครบทุกหน้า และกรณีที่สอง คือ CMS ของลูกค้าแก้ไข Tag ได้เพียง 1 หน้า และทุกหน้าที่เหลือก็เปลี่ยนเหมือนกันทั้งหมด ซึ่ง CMS ลักษณะดังกล่าว มีผลต่อการขึ้นอันดับ ซึ่งเราแนะนำ CMS ที่ใช้แล้วไม่ค่อยมีปัญหา และค่อนข้างเหมาะกับการทำ SEO ได้แก่ WordPress และ Joomla

Theme ที่ใช้

หากเว็บไซต์ของคุณใช้ Theme ที่เน้นดีไซน์ หรูหรา เนื้อหาน้อยๆ หรือไม่มีช่องสำหรับใส่เนื้อหา ซึ่ง Theme ลักษณะนี้จะไม่เหมาะสมต่อการทำ SEO เพราะการทำ SEO จะเน้นที่เนื้อหามากกว่าการดีไซน์

การตั้งเว็บไซต์แบบ มี www กับไม่มี www

คุณต้องทราบว่าเว็บไซต์ของคุณมีการตั้ง www เอาไว้หรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วคุณสามารถเลือกได้ว่าจะให้เว็บไซต์แสดงแบบมี www หรือไม่มี www ก็ได้ แต่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเลือกแล้วก็ต้องมีการตั้งค่าอย่างดี เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดเว็บไซต์ซ้ำกันได้

Robots.txt

โดยปกติเวลาที่ Google เข้าเก็บข้อมูลในเว็บไซต์ Google จะต้องอ่านที่ Robots.txt ก่อนทุกครั้ง เพราะ Robots.txt เป็นเหมือนคำสั่งที่แจ้ง Google ว่าเว็บไซต์ของคุณมีส่วนไหนบ้างที่ห้ามเก็บข้อมูล หรือห้ามเข้าไป เพื่อที่ Google จะได้จัดการเก็บข้อมูลได้ถูกต้อง ในกรณีที่บางเว็บไซต์ไม่ได้มีข้อมูลที่เป็นความลับ หรืออนุญาติให้ Google เก็บข้อมูลได้ทุกอย่าง เลยไม่ได้ตั้ง Robots.txt เอาไว้ ซึ่งเราแนะนำว่า ควรจะตั้งเอาไว้จะดีที่สุด เพราะ Google จะได้ไม่เกิดความสับสน และนอกจากนี้ข้อที่ควรระวังเกี่ยวกับการตั้ง Robots.txt คือ การใส่เครื่องหมายผิดที่ หรือทำสัญลักษณ์ตกหล่นเพียงเล็กน้อย Robots.txt ก็จะไม่ทำงาน ดังนั้นควรต้องมีความระมัดระวังและรอบคอบมากๆ

Sitemap.xml

Sitemap.xml เรียกง่ายๆ ว่าเป็นแผนผังหรือแผนที่สำหรับ Google ให้มาเก็บข้อมูล โดยจะส่ง Sitemap.xml ให้ Google ก็ต่อเมื่อเว็บไซต์ หรือโครงสร้างเว็บไซต์มีการปรับเปลี่ยนใหม่ เพื่อให้ Google ทราบว่ามีการอัปเดตใหม่ จึงเข้ามาเก็บข้อมูล และจะได้อัปเดตข้อมูลเก่าๆ ที่ Google เคยได้เก็บไป ซึ่ง Sitemap.xml จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่เราแนะนำว่าควรจะมีเอาไว้ดีที่สุด เพราะในบางครั้งเว็บไซต์ใหญ่มากๆ และไม่มี Sitemap.xml จะทำให้ Google เกิดความสับสน อาจจะไปเก็บข้อมูลในเว็บไซต์ได้ไม่ครบถ้วน แต่ถ้ามีการตั้งไว้ Google ก็จะสามารถเก็บข้อมูลได้รวดเร็วและถูกต้อง

Title Tag

Title Tag คือ Tag ที่สำคัญเป็นอันดับ 1 ใน 2 ของปัจจัยในการขึ้นอันดับของ SEO ข้อความที่อยู่ใน Title Tag จะแสดงในหน้าแสดงผลการค้นหาของ Google การใส่ข้อความใน Title Tag ที่ดี ควรจะมี Keyword อยู่ด้วย ควรมีตัวอักษรในปริมาณที่จำกัด และ Title Tag ในแต่ละหน้าต้องไม่ซ้ำกันเลย

Meta Description

ในปัจจุบัน Meta Description ไม่ได้มีผลต่อการจัดอันดับของ Google ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่เราแนะนำว่าควรจะมีดีกว่า เพราะ Meta Description แสดงในหน้าแสดงผลการค้นหาของ Google และช่วยอธิบาย Title Tag ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น หากคุณใช้ข้อความที่น่าสนใจใน Meta Description ก็จะมีผลต่ออัตราการคลิกของผู้ค้นหา แต่ในกรณีที่เว็บไซต์ของคุณป็นเว็บที่มีขนาดใหญ่ ต้องมีการอัปเดต Blog ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ Meta Description ก็ได้ แต่ถ้าต้องการจะใส่แล้วข้อความที่ใช้ก็ต้องห้ามซ้ำกัน

Meta Keywords

เมื่อก่อน Meta Keywords เป็นปัจจัยหลักในการจัดอันดับของ Google แต่ในปัจจุบัน Google ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า ไม่มีผลต่อการขึ้นอันดับใดใดทั้งสิ้น ซึ่งจะมีไว้ หรือไม่มีก็ได้ แต่เราแนะนำว่าไม่มีจะดีกว่า เพราะบางเว็บไซต์ที่มี Meta Keywords มีการใส่ Keyword แบบผิดๆ ซึ่งหากต้องการที่จะตั้ง Meta Keywords แล้ว ก็ควรที่จะใส่ Keyword ให้ถูกต้อง

Breadcrumbs

Breadcrumbs เป็นตัวช่วยที่จะทำให้คุณรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนในเว็บไซต์ เพราะบางครั้งการเข้ามายังเว็บไซต์ก็ไม่ได้ผ่านหน้าแรกเข้ามา ซึ่งพอเข้ามาแล้วอาจจะสับสน และไม่ทราบว่าอยู่ที่หน้าไหน ในการตั้ง Breadcrumbs สามารถตั้งได้ง่ายๆ แต่ก็ต้องต้องดูความสอดคล้องกันในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ด้วยว่าควรจะตั้งไปหมวดหมู่ หรือหน้าไหน

เนื้อหาที่ซ้ำกัน

ก่อนที่จะเริ่มทำ SEO คุณต้องรู้ก่อนว่าเนื้อหาภายในเว็บไซต์ของคุณซ้ำกันหรือไม่ เพราะเนื้อหาที่ซ้ำกัน มีผลต่อการจัดอันดับของ Google เช่น เว็บไต์ที่มีการสร้าง Category สินค้าแบบอัตโมัติ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดเนื้อหาซ้ำกัน และหากเนื้อหามีการซ้ำกันก็จะมีตัวช่วยป้องกันการเกิดการซ้ำกันในเว็บไซต์ คือการใส่ Canonical Tag เพื่อบอกให้ Google รู้ว่าหน้าไหนสำคัญ และเก็บข้อมูลนั้นไป

อื่นๆ

เราจะเข้าไปดูส่วนอื่นๆ ภายในเว็บไซต์ด้วยตาเปล่าก่อน หากเห็นว่ามีอะไรที่ผิดปกติ หรือมีอะไรที่ควรได้รับการแก้ไขก่อนทำ SEO เราก็จะแจ้งให้ทราบ

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเตรียมตัวสำหรับทำ SEO เท่านั้น ซึ่งยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะเรายังมีส่วนอื่นๆ ที่เราต้องวิเคราะห์ และให้คำปรึกษากับคุณอีก เช่น การเทียบคู่แข่ง, การเลือก Keyword เป็นต้น และนอกจากนี้เรายินดีที่จะจัดทำ Site Audit เว็บไซต์ให้คุณฟรี