SEO คืออะไร

SEO คืออะไร

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization เป็นการโปรโมทเว็บไซต์ชนิดหนึ่งที่ทำให้อันดับของเว็บไซต์ดีขึ้นบน Search Engine
โดยปกติเวลาที่ผู้ค้นหา Search หาอะไรก็ตาม ผู้ค้นหาจะต้องใส่ Keyword ที่ต้องการลงใน Search Engine และ Search Engine จะแสดงเว็บไซต์ที่ตรงกับ Keyword ที่ผู้ค้นหาใส่ขึ้นมาแบบจัดเรียงอันดับ
ยิ่งอันดับเว็บไซต์สูงขึ้น โอกาสที่ผู้ค้นหาจะคลิกที่เว็บไซต์ของคุณก็จะมากขึ้น ซึ่งเท่ากับว่ามีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น และเมื่อมีคนเข้าชมมาก ก็จะสามารถช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของคุณให้มากขึ้นตามไปด้วย

SEO เป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง และวิธีการแต่ละอย่างที่จะทำให้อันดับดีขึ้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ยากนัก ข้อมูลความรู้สำหรับการทำ SEO ก็สามารถค้นหาได้ด้วยตัวเอง
แต่ข้อมูลของการทำ SEO ให้ได้ผลดีนั้น เป็นสิ่งที่กว้างมาก เพราะปัจจัยในการทำให้ SEO ประสบผลสำเร็จนั้นมีมากกว่า 200 ประการ และต้องมีการอัพเดทความรู้อยู่เสมอ เช่น เรื่องโดเมน, โฮสติ้ง, Meta Tags, วิธีเขียนเนื้อหาที่มีคุณภาพ, วิธีวิเคราะห์ผล, วิธีเลือก Keyword ที่เหมาะสม และรวมการอัพเดทเล็กๆ น้อยๆ หรือการอัพเดทครั้งใหญ่ของ Google ด้วย

ประสิทธิผลของ SEO

จากเนื้อหาข้างต้น ทำให้ SEO เกิดจุดเด่นว่า ตรงกลุ่มเป้าหมาย (ถึงคนที่ต้องการ… จริงๆ) และมีอัตราการซื้อสูง ซึ่งถือว่า SEO เป็น แรงสุด และมีประสิทธิภาพสูงสุด
จากผลการสำรวจการสอบถามฝ่ายการตลาดของ บริษัทมหาชน และบริษัท SME เกี่ยวกับวิธีทางการตลาดที่ได้ผลตอบรับดีที่สุด ในปี 2014 สรุปว่าผู้เชียวชาญเกี่ยวกับเรื่องการตลาด เลือกให้ SEO เป็นวิธีทางการตลาดอันดับที่ 1 เพราะใช้แล้วได้ผลจริง
ผลที่ได้รับจากการติดอันดับต้นๆ ใน Google สมมติว่าคุณอยากทำประกันชีวิต แต่ยังไม่รู้ว่าเลือกที่ไหนดี คุณจึงใส่คำว่า “ประกันชีวิต” ลงไปใน Google เพื่อหาข้อมูล หรือบริษัททำประกันชีวิต หลังจากนั้น Google ก็จะแสดงเว็บไซต์ที่ตรงกับประกันชีวิตขึ้นมา และคุณคลิกเว็บไซต์ที่อยู่อันดับต้นๆ ซึ่งการติดอันดับต้นๆ มีความสำคัญ และ SEO จะช่วยในส่วนนี้

SEO คืออะไร

จุดด้อยของ SEO

เนื่องจาก SEO ไม่ใช่โฆษณา ซึ่งการทำ SEO จึงมีข้อจำกัด ที่ควรทราบ ดังนี้

1.ไม่เหมาะกับสินค้าหรือบริการที่ไม่เป็นที่รู้จัก

หากสินค้าหรือบริการของคุณไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน ผู้ค้นหา
ก็จะไม่ทราบว่าต้องใช้ Keyword อะไรในการค้นหา ถึงแม้ว่าผู้ค้นหาจะมีความต้องการก็ตาม ดังนั้น SEO จึงไม่เหมาะ
กับสินค้าหรือบริการที่เกิดขึ้นใหม่ และยังไม่เป็นที่รู้จัก
เช่น
สมมติคุณขายเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไม่ต้องซัก ซึ่งคุณเป็นเจ้าแรกที่นำเข้าจากต่างประเทศมาขายในไทย ขายผ่านทางเว็บไซต์ โดยที่คนในไทยไม่เคยรู้จักสินค้าของคุณมาก่อน และคุณทำ SEO ด้วย Keyword “เสื้อผ้าใส่แล้วไม่ต้องซัก” แต่เมื่อคุณทำ SEO และติดอันดับที่ 1 แต่ปรากฎว่าไม่มีใครเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ นั่นหมายความว่าสินค้าของคุณยังไม่เป็นที่รู้จัก และคนไทยยังไม่ทราบว่ามีสินค้าประเภทนี้อยู่บนโลก จึงไม่คิดที่จะค้นหา ดังนั้นคุณต้องทำให้สินค้าของคุณเป็นที่รู้จัก

2.มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลง Algorithm ของ Google

เนื่องจาก Google จะมีการปรับปรุงระบบการจัดอันดับที่เรียกว่า Algorithm อยู่เสมอ จึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอันดับ SEO ตลอดเวลาดังนั้นอันดับอาจจะมีการขึ้น-ลง ในกรณีเว็บไซต์ที่ไม่เป็นมิตรกับ Google อาจถูกแบนได้
จากการปรับปรุงนี้

3.ใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล

เนื่องจากขั้นตอนในการทำ SEO มีหลายขั้นตอน ตั้งแต่ตรวจสอบสภาพเว็บไซต์ปัจจุบัน วิเคราะห์ Keyword ที่เหมาะกับคุณ รวมไปถึงการปรับปรุงเว็บไซต์ ซึ่งต้องใช้เวลานาน

4.ใช้ Keyword ได้น้อย

เนื่องจากระบบการจัดอันดับของ Google จะให้ความน่าเชื่อถือกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ Keyword มากที่สุด การใช้ Keyword จำนวนมากจะส่งผลให้ระบบการจัดอันดับของ Google สับสน ส่งผลให้การทำ SEO ไม่ประสบความสำเร็จ

5.เปลี่ยน Keyword ไม่ได้

เนื่องจากการเปลี่ยน Keyword จะต้องแก้ไขโค้ด และโครงสร้าง Backlink อีกครั้ง ซึ่งเหมือนเป็นการเริ่มต้นทำ SEO ใหม่ จะเสียเวลามากในการทำเว็บไซต์ให้ขึ้นอันดับใหม่อีกครั้ง

6.บางเว็บไซต์ทำ SEO ไม่ได้

กรณีเว็บไซต์ที่ทำ SEO ไม่ได้จะมีคุณสมบัติ ดังนี้
ไม่มี Keyword ที่จะทำ SEO
เนื้อหาไม่มากพอสำหรับการทำ SEO
ภาษา และเนื้อหาไม่สัมพันธ์กับ Keyword ที่ใช้ทำ SEO
ใช้ Flash หรือรูปภาพเท่านั้น ไม่มีเนื้อหา
ใช้ CMS หรือระบบตะกร้าที่ไม่สามารถแก้ไขโค้ด และใส่โค้ดเพิ่มได้

7.ต้องต่อสู้กับเว็บไซต์ของคู่แข่ง

พื้นที่ในหน้าแรกของ Google มีอย่างจำกัด อาจจะมีคู่แข่งของคุณอยู่แล้ว ซึ่งการทำ SEO ของคุณเพื่อเข้าไปแทนที่ตำแหน่ง ถ้าคู่แข่งของคุณมีเว็บไซต์ที่ดีเหนือกว่าเว็บไซต์ของคุณ โอกาสที่เว็บไซต์ของคุณจะขึ้นไปแทนที่คู่แข่งก็เป็นไปได้ยาก

สมมติว่าคุณทำธุรกิจเสริมความงาม และทำเว็บไซต์อย่างดีมาก และต่อให้เว็บไซต์ของคุณดีอย่างไรก็ตาม ถ้าเว็บไซต์คู่แข่งดีกว่าเว็บไซต์ของคุณ เว็บไซต์ของคุณก็จะไม่ขึ้น

8.ต้องขอความร่วมมือจากเจ้าของเว็บไซต์

ในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย เช่น การให้ข้อมูล การเลือก Keyword และการ
อนุมัติต่างๆ การเข้าเว็บไซต์ การเพิ่มเนื้อหา การแก้ไขเว็บไซต์ การปรับแก้โค้ด เป็นต้น

สรุป

การทำ SEO เป็นวิธีที่ต้องยอมรับว่าแรงจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเหมาะกับทุกธุรกิจ หากคุณมีสินค้าหรือบริการที่เหมาะสม และมีความตั้งใจในการให้ความร่วมมือ เราเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จแน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติม

SEM คืออะไร

SEM = Search Engine Marketing
โดยจะแสดงผลในพื้นที่แสดงการค้นหาแบบธรรมชาติ [Organic Search] ซึ่ง Google จะมีพื้นที่แสดงการค้นหา 2 ที่ คือ
พื้นที่โฆษณา PPC [Pay Per Click] คือ พื้นที่ด้านบน 3 อันดับ และด้านข้างทางขวามือ
พื้นที่แสดงการค้นหาแบบธรรมชาติ [Organic Search] คือ 10 อันดับถัดจากพื้นที่โฆษณาของ Google

Search Engine

Search Engine ในโลกนี้มีมากมาย เช่น yahoo, baidu, bing เป็นต้น แต่คนไทยส่วนใหญ่ 99% จะใช้ Google ในการค้นหาข้อมูล

ส่วนแบ่งการตลาดของ Search Engine

ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ PPC (Google AdWords)

SEO กับ PPC เป็นประเภทหนึ่งของการทำการตลาดบน Search Engine หรือที่เรียกว่า SEM ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนี้มีคุณสมบัติบางอย่างที่เหมือนกัน และคุณสมบัติบางอย่างที่แตกต่างและซับซ้อนกัน ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ PPC ที่เห็นอย่างง่ายคือ โฆษณาที่ใหญ่ที่สุด จะเป็น PPC ซึ่งสามารถซื้อโฆษณาได้ แต่ SEO นั้นเป็นโฆษณาที่ไม่สามารถซื้ออันดับได้

SEO กับ PPC ต่างกันอย่างไร
คำถามที่พบบ่อยจากลูกค้า คือ “SEO กับ PPC ต่างกันอย่างไร” “SEO กับ PP...

เราเป็นผู้เชียวชาญในการรับทำ SEO
สนใจบริการ SEO ของเรา หรือมีคำถามเกี่ยวกับ SEO
สามารถติดต่อเราได้เลย เรายินดีให้คำปรึกษาฟรี

ติดต่อเรา