วิธีเลือก Keyword

ในการทำ SEO หลายๆ คนมักจะสนใจแต่เรื่องของเทคนิคอย่างเดียว เช่น เทคนิคในการทำแก้ไขปรับปรุงเว็บไซต์ เทคนิคในการสร้าง Backlink ฯลฯ แต่จริงๆ แล้วการเลือก Keyword ที่เหมาะกับคุณก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากด้วยเช่นกัน เพราะขั้นตอนการเลือก Keyword อยู่ก่อนขั้นตอนที่จะเริ่มทำ SEO และถ้าหากคุณเลือก Keyword ที่ไม่เหมาะกับคุณ ถึงแม้ว่าได้สำเร็จติดอันดับต้นๆ ในหน้าแสดงผลการค้นหาของ Google ก็ตาม แต่จำนวนคนติดต่อผ่านเว็บไซต์ก็ไม่เพิ่มขึ้น หลังจากนั้นคุณก็ต้องเปลี่ยน Keyword แต่การเปลี่ยน Keyword ของ SEO จะยากมาก เพราะต้องปรับปรุงเว็บไซต์ทั้งหมดอีกรอบ และกว่าจะได้เห็นผลการขึ้นอันดับ SEO ก็ใช้ระยะเวลานานขึ้นอีก

จำนวนการค้นหาต่อเดือนของ Keyword ใน Google เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าการเลือก Keyword ที่ จำนวนการค้นหามากจะได้ผลดีเสมอไป นอกจากจำนวนการค้นหาต่อเดือนของ Keyword นั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยเพื่อให้คุณสามารถเลือก Keyword ที่เหมาะกับคุณ โดยคุณจะต้องตั้งเป้าหมาย, วัตถุประสงค์ในการทำ SEO, ต้องสำรวจ และพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอีกหลายอย่าง เช่น จุดเด่นของธุรกิจของคุณคืออะไร, ต่างกันกับคู่แข่งอย่างไร, การแข่งขันของ Keyword นั้นจะเป็นอย่างไร เป็นต้น

การจัดกลุ่มของ Keyword ตามจำนวนการค้นหา

Keyword ที่ใช้มีมากมาย และมีจำนวนการค้นหาที่ไม่เท่ากัน ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มของ Keyword ตามจำนวนการค้นหาได้ดังนี้

Big Word

Big Word เป็นกลุ่ม Keyword ที่จำนวนการค้นหาใน Google เป็นจำนวนมาก
ซึ่งการแข่งขันในการทำ SEO จะสูง และความยากในการทำ SEO ก็จะยากมากด้วย เช่นกัน และหากคุณประสบความสำเร็จที่จะติดอันดับต้นๆ ด้วย Big Word คุณจะได้คนเข้ามาที่เว็บไซต์ผ่าน Google เป็นจำนวนมาก
จำนวนคนที่ติดต่อผ่านเว็บไซต์สูงจริง แต่อัตราการติดต่อ (CVR) จะต่ำกว่ากลุ่มอื่นๆ เนื่องจากว่าโดยปกติแล้ว Big Word จะเป็น Keyword คำเดียว และมักจะเป็นคำที่ไม่ใกล้การซื้อขาย หรือติดต่อ คือ ผู้ค้นหามักจะใช้ Big Word เพื่อค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบสินค้าและบริการ เป็นต้น เช่น
คำว่า “ประกันภัย” นั้นมีความหมายกว้าง ประเภทผู้ค้นหามีตั้งแต่คนที่ค้นหาความหมายของคำว่า ประกันภัย จนถึง ค้นหาบริษัทขายประกันภัย หรืออย่างเช่น คำว่า “ศัลยกรรม” เป็นคำที่มีความหมายกว้าง ผู้ค้นหามักจะใช้คำนี้ เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการทำศัลยกรรม หรือวิธีศัลยกรรม เป็นต้น

Big Word

Middle Word

จริงๆ แล้ว ไม่มีการกำหนดชัดเจนว่า Middle Word คืออะไร ต้องมีคุณสมบัติอะไร แต่คนส่วนใหญ่ใช้คำว่า Middle Word กันว่าเป็นกลุ่ม Keyword ที่มีลักษณะกลางๆ ระหว่าง Big Word กับ Small Word
จำนวนการค้นหาของ Middle Word จะน้อยกว่า Big Word แต่เยอะกว่า Small Word และ อัตราการติดต่อผ่านเว็บไซต์ของ Middle Word จะเยอะกว่า Big Word แต่น้อยกว่า Small Word
Small Word เป็นกลุ่มที่มีอัตราการติดต่อสูงที่สุด และคำที่มีประสิทธิภาพด้านค่าใช้จ่ายสูงที่สุด แต่บางทีจำนวนค้นหาจะน้อยเกินไปที่จะได้ทะลุเป้าหมายยอดขายของคุณได้ ซึ่งคุณก็เลือก Middle Word กับ Small Word ผสมกันตามเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของธุรกิจ หรือการทำ SEO

Middle Word

Small Word

Small Word เป็นกลุ่ม Keyword ที่จำนวนค้นหาใน Google ไม่มาก
ซึ่งการแข่งขันในการทำ SEO และความยากในการทำ SEO ก็ไม่มากเช่นกัน
ถึงแม้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จที่จะติดอันดับต้นๆ ด้วย Small Word คุณก็ได้คนเข้ามาที่เว็บไซต์ผ่าน Google จำนวนไม่มาก แต่อัตราการติดต่อ (CVR) จะสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ เนื่องจากว่า โดยปกติแล้ว Small Word จะเป็น Keyword ที่เป็นชุด อย่างเช่นคำว่า “ประกันภัย ภูเก็ต” “ประกันภัย ถูก ซื้อออนไลน์” นั้นมีความหมายโดยเฉพาะ ประเภทผู้ค้นหามีเฉพาะคนที่ค้นหาสินค้า หรือบริการของคุณเท่านั้น ยิ่งเป็นชุดที่ประกอบด้วยหลายคำ จำนวนการค้นหาจะยิ่งน้อยลง แต่อัตราการคลิก และอัตราการติดต่อจะสูงขึ้น ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ไปในทางตรงตาม สัดส่วนผกผัน ก็หมายความว่า เมื่ออัตราการติดต่อเพิ่มขึ้น จะ จำนวนการค้นหาลดลง หรือเมื่ออัตราการติดต่อลดลง จำนวนการค้นหาก็จะเพิ่มขึ้น

Small Word

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเลือก Keyword

จำนวนการค้นหาต่อเดือน

คุณสามารถเช็คจำนวนการค้นหาต่อเดือนของ Keyword ได้โดยใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Google Keyword Planner
ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เป็นทางการที่ได้รับการพัฒนาโดย Google แต่ไม่ค่อยระเอียด และถูกต้องมากนัก เมื่อวัดจากจำนวนการค้นหาของ Keyword ที่เป็นภาษาไทย
จากประสบการณ์ของเรา Google Keyword Planner แสดงจำนวนการค้นหาของบาง Keyword เป็น 0 แต่จริงๆ แล้วอาจมีจำนวนการค้นหาอยู่พอสมควรก็ได้ และอย่าลืมว่า SEO มีโอกาสที่ติดอันดับโดย Keyword อื่นๆ ด้วย

จำนวน Index ของ Keyword

ตัวเลขที่แสดงบนหน้าการค้นหาใน Google เมื่อคุณค้นหาข้อมูล เรียกว่า Index
จำนวน Index เป็นจำนวนหน้าที่มีข้อมูลเกี่ยวกับ Keyword นั้นๆ ทั้งหมดที่ Google เก็บไว้ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวของกันกับจำนวนการค้นหาของ Keyword นั้นๆ ทั้งสิ้น
สมมติว่ามีหน้าของเว็บไซต์ที่เพื่อขายสินค้าใดๆ 1,000 หน้า จำนวน Index จะเป็น 1,000 แต่หากไม่มีคนค้นหาสินค้านั้นๆ จำนวนค้นหาเป็น 0 ซึ่งหากแม้ว่าทำ SEO โดย ใช้ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น และได้ติดอันดับต้นๆ ก็คนที่เข้ามาผ่าน Google ก็ 0 เช่นกัน

อัตราการติดต่อ (CVR)

สมมติว่าคุณเลือก Keyword ที่มีจำนวนการค้นหามาก และได้ติดอันดับต้นๆ ได้คนเข้ามาถึงเว็บไซต์มาก แต่ถ้าอัตราการติดต่อของ Keyword นั้นต่ำก็ไม่มีผล เวลาเลือก Keyword คุณไม่ควรดูแต่จำนวนค้นหาอย่างเดียว คุณต้องคิดถึงอัตราการติดต่อของ Keyword นั้นด้วย โดยปกติแล้ว ยิ่งเลือก Keyword ที่แคบ หรือมีความเฉพาะเจาะจงมาก จำนวนค้นหาก็จะน้อยลงแต่ อัตราการติดต่อของ Keyword นั้นจะสูงขึ้น

ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนเลือก Keyowrd

ให้วัตถุประสงค์ในการทำ SEO ชัดเจน

การเพิ่มจำนวนคนที่เข้ามาถึงเว็บไซต์ กับ การเพิ่มจำนวนติดต่อผ่านเว็บไซต์ ฟังแล้วคล้ายกันแต่จริงๆ มันต่างกันอย่างชัดเจน และส่งผลกระทบกับการเลือก Keyword ที่เหมาะสม
ในกรณีที่คุณต้องการทำ SEO เพื่อเพิ่มจำนวนคนที่เข้ามาถึงเว็บไซต์ และอยากให้สินค้า และบริการของคุณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น คุณควรเลือก Big Word
ในกรณีที่คุณต้องการทำ SEO เพื่อการเพิ่มจำนวนติดต่อผ่านเว็บไซต์ ซึ่งคุณอยากขายสินค้า และบริการของคุณผ่านเว็บไซต์ คุณควรเลือก Middle Word หรือ Small Word

เข้าใจปัจจัยแวดล้อมของวงธุรกิจของคุณ

บางกลุ่มธุรกิจที่มีเว็บไซต์รวมข้อมูล (Portal Website), เว็บไซต์เปรียบเทียบ (Compare Site), เว็บไซต์ที่มีบริการรับจองหลายรูปแบบ และมีเจ้าตลาดอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปได้ยากมากที่เว็บไซต์ติดอันดับต้นๆ ด้วยตัวเอง
อย่างเช่น ธุรกิจโรงแรมจะมี Agoda.com, Booking.com, Trip Advisor เป็นต้น
ธุรกิจร้านอาหารจะมี Wongnai, Edtguide เป็นต้น
ธุรกิจรถมือสองจะมี One2Car, Thaicar เป็นต้น
ซึ่งคุณอาจจะลงโฆษณา หรือทำการตลาดในเว็บไซต์ของเจ้าตลาด อาจจะได้ผลดีมากกว่าการทำ SEO ด้วยตัวเอง

เลือก Keyword ตามที่ผู้ค้นหาใช้

หากธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจที่จำหน่ายให้กับบริษัท (BtoB) คุณกับผู้ค้นหาข้อมูล มีความเข้าใจในเรื่องของสินค้าและบริการ ศัพท์เทคนิค หรือ ศัพท์เฉพาะที่ไม่แตกต่างกัน ซึ่งจำนวนการค้นหาของ Keyword จะมากหรือน้อยนั้นคุณก็ต้องดูที่กลุ่มลูกค้าของคุณว่าชอบใช้คำค้นหาแบบไหน ถ้าใช้ศัพท์เทคนิคจะเยอะกว่า ซึ่งคุณก็ควรจะเลือกคำที่เป็นศัพท์เทคนิค แต่ถ้าใช้ศัพท์เฉพาะมากว่า คุณก็ควรจะเลือกคำศัพท์เฉพาะ

หากธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจที่จำหน่ายโดยตรงกับลูกค้า (BtoC) คุณกับผู้ค้นหาข้อมูล จะมีความเข้าใจในเรื่องของสินค้า และบริการที่แตกต่างกัน ซึ่งคุณอาจจะคุ้นชินกับการใช้ศัพท์เทคนิคอยู่เป็นประจำ แต่ผู้ค้นหาบางรายอาจจะไม่รู้จักศัพท์เทคนิค หรือ ศัพท์เฉพาะ ซึ่งคุณก็ควรคำนึงถึงผู้ค้นหาเป็นหลัก และเลือกคำที่ผู้ค้นหาใช้จริงๆ มากกว่า

สำหรับบางคำผู้ค้นหาใช้ Nickname หรือคำย่อมากกว่าคำถูกต้อง บางทีผู้ค้นหาชอบใช้คำที่สะกดผิดมากกว่าก็มี แต่คุณก็ต้องเลือกคำที่ผู้ค้นหาใช้มากในการทำ SEO

เลือก Keyword ที่มีเจาะจงกับ สินค้าและบริการ

ยิ่งเลือก Keyword ที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้า และบริการสูง อัตราการติดต่อ(CVR) จะสูงด้วย
อย่างเช่น
หากธุรกิจของคุณคือ นวดแผนไทย โดยเนื้อหาและบริการเด่นๆ ที่คุณต้องการเน้น คือ การนวดกดจุด ดังนั้นแนะนำว่าคุณควรใช้คำว่า “นวดกดจุด” ไปเลย เพราะเป็นคำที่ค่อนข้างตรงและเฉพาะ หรือหากคุณต้องการความเฉพาะมากกว่านั้น อาจจะเพิ่มขอบข่ายพื้นที่เข้าไปใน Keyword เพื่อให้เกิดความเฉพาะมากยิ่งขึ้น เช่น “นวดกดจุด สีลม” เป็นต้น

เลือก Keyword ที่ใกล้กับ Conversion (สั่งซื้อ ติดต่อ ขอเอกสาร)

สมมติคุณมี “เว็บไซต์ขายอาหารออนไลน์”
หากเทียบจำนวนค้นหาของ Keyword จะตามนี้
Keyword A「วิธีทำอาหาร」
Keyword B「ซื้ออาหารออนไลน์」

ทั้ง A กับ B เป็น Middle Word แต่จำนวนค้นหาของ A เยอะกว่า
แต่คนที่ใช้ Keyword A กำลังค้นหาข้อมูลวิธีทำเฉยๆ ส่วนคนที่ใช้ Keyword B กำลังค้นหาที่ที่จะสามารถซื้อออนไลน์ได้ ซึ่งอัตราการสั่งซื้อ (CVR) สูง คุณควรจะเลือก B เพื่อขายให้สามารถขายอาหารได้

แต่ในขณะเดียวกันหากคุณมี ”เว็บไซต์รวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำอาหาร” ซึ่งไม่ได้หวังว่าจะขายของผ่านเว็บไซต์ โดยกำไรที่ได้จะมาจากค่าโฆษณา หรือค่าสมาชิก คุณควรเลือก A

ในการทำ SEO ไม่มี Keyword ที่ดีกับทุกคน มีแต่เหมาะ หรือไม่เหมาะกับคุณ คุณต้องคิดก่อนเสมอว่าลูกค้าของคุณเป็นคนมีความรู้ หรือคนทั่วไป ชอบใช้ Keyword แบบไหน วัตถุประสงค์ในการทำ SEO ของคุณคืออะไร เป็นต้น เพื่อที่คุณจะได้สามารถเลือก Keyword ได้เหมาะกับคุณที่สุด

เพิ่มคำที่อธิบายจุดเด่นของธุรกิจของคุณใน Keyword

หากคุณเพิ่มคำที่อธิบายจุดเด่นของธุรกิจของคุณใน Keyword อัตราการติดต่อ (CVR) จะสูงขึ้น แต่ต้องระวังด้วยว่าจุดเด่นนั้นต้องเป็นจุดเด่นที่เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
สมมติคุณเน้นราคาถูก คุณใช้คำว่า “เครื่องครัวถูก” ”เครื่องครัวราคาถูก” ได้เพราะ “ราคาถูก” เป็นจุดเด่นที่ชัดเจนมาก
แต่หากคุณเน้นคุณภาพที่ดี คุณใช้คำว่า “มีดคุณภาพ” ”มีดคุณภาพดี” ไม่ค่อยได้เพราะ “คุณภาพ” มาจากหลายปัจจัยซึ่งเป็นจุดเด่นที่ไม่ชัดเจน คุณควรเพิ่มคำอื่นๆ ที่ผน่าจะทำให้ผู้ค้นหานึกถึง ”คุณภาพที่ดี” อย่างชัดเจน เช่น หากคุณขาย “โซฟาคุณภาพดี” ที่ทำมาจากหนังแท้ Italy คุณควรใช้ “โซฟาหนังแท้” “โซฟาหนังแท้ Italy” มากกว่าเป็นต้น

เพิ่มคำที่อธิบายเขตพื้นที่ธุรกิจ

หากคุณทำธุรกิจที่เน้นเฉพาะพื้นที่ หรือขอบเขตที่แคบ(Local-Based) คุณควรใส่คำที่อธิบายพื้นที่ หรือขอบเขตของคุณลงไปใน Keyword ด้วย เพราะการเพิ่มพื้นที่ หรือขอบเขตลงไปจะช่วยให้ Keyword แคบลงมาตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ดังนั้นคุณก็จะได้อัตราการติดต่อ (CVR) สูงในราคาถูกด้วย
อย่างเช่น คุณทำธุรกิจห้องพักให้เช่าที่เกาะสิมิลัน ถ้าคุณเลือกใช้ Keyword “ห้องพักให้เช่า” คุณจะต้องแข่งขันกับคนที่ทำธุรกิจเดียวกันกับคุณอีกมากมาย และไม่เกิดประโยชน์กับธุรกิจของคุณ แต่ถ้าคุณระบุพื้นที่ หรือขอบเขตอย่างชัดเจน เช่น “ห้องพัก เกาะสิมิลัน” จะทำให้การแข่งขันลดลง และได้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการมาพักผ่อนที่เกาะสิมิลันเท่านั้น

และ สมมติว่าในกรณีที่คุณทำธุรกิจแบบไม่มีหน้าร้าน เน้นขายผ่านออนไลน์อย่างเดียว ควรใส่คำว่า “ซื้อออนไลน์” ก็ถือว่ามีขอบเขตการขายด้วยเช่นกัน เพราะทำให้ผู้ค้นหารู้ว่าคุณขายผ่านออนไลน์เท่านั้น

เลือก Keyword ที่ประเภทธุรกิจของคุณ

สมมติคุณเป็นเจ้าของแบรนด์ดังๆ คุณไม่ต้องเลือก Keyword ที่เป็นชื่อแบรนด์ของคุณ
แต่หากคุณเป็นผู้แทนจำหน่ายของแบรนด์นั้นๆ และไม่ใช่ผู้แทนจำหน่ายเจ้าเดียว เพราะมีการแข่นขันกันกับเจ้าอื่นๆ ด้วย คุณก็ควรใช้ชื่อแบรนด์สินค้าเป็น Keyword เพราะนอกจากคนจะรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว การที่ติดอันดับต้นๆ โดย Keyword ที่เป็นชื่อแบรนด์จะมีผลดีมาก
อย่างเช่น
คุณเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ”HONDA” ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีตัวแทนจำหน่ายเป็นจำนวนมาก และคุณใช้ Keyword “รถยนต์ HONDA” ในการทำ SEO หากเว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้นๆ ก็จะได้เปรียบคู่แข่ง และมีแนวโน้มที่จะได้ขายมากกว่า

เลือก Keyword ที่มีความเป็นไปได้ที่จะชนะคู่แข่ง

ขอบอกก่อนว่าข้อนี้สำคัญมากๆ
เพื่อที่จะให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้นๆ ในหน้าการแสดงผลการค้นหาของ Google ได้
เว็บไซต์ของคุณต้องดีเสียก่อน และแม้ว่าเว็บไซต์ของคุณจะดีมากขนาดไหนก็ตาม มันก็ไม่เป็นผลกับการติดอันดับต้นๆ เพราะถ้าหากว่าเว็บไซต์ของคุณดีจริง แต่เว็บไซต์ของคู่แข่งดีกว่าคุณ
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเว็บไซต์ของคุณอาจจะไม่ค่อยดี แต่คุณรู้และเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจของคุณเป็นอย่างดี คุณรู้ว่าควรจะเลือก Keyword ที่แคบๆ หรือ Keyword แบบไหนที่จะเหมาะสมกับธุรกิจของคุณ คุณก็มีโอกาสที่จะติดอันดับต้นๆ มากขึ้น
ในกรณีที่เว็บไซต์ของคุณไม่ดีเท่าไหร่ แต่เว็บไซต์ของคู่แข่งแย่กว่าเว็บไซต์ของคุณ คุณก็ยังมีโอกาสที่จะชนะได้ แต่ถ้าหากคุณมีคู่แข่งเป็นเจ้าใหญ่ๆ เยอะมากกว่า 10 บริษัท ก็เป็นไปได้ยากมากที่เว็บไซต์ของคุณจะชนะพวกเขา และขึ้นไปติดอันดับต้นๆ
บางทีคุณก็ต้องยอมทิ้ง Keyword ที่สู้คู่แข่งไม่ได้ เพื่อเลือก Keyword ที่เป็น Small Word ให้สำเร็จก่อน และค่อยสู้ใน Big word อีกครั้งในระยะยาว

เราเป็นผู้เชียวชาญในการรับทำ SEO
สนใจบริการ SEO ของเรา หรือมีคำถามเกี่ยวกับ SEO
สามารถติดต่อเราได้เลย เรายินดีให้คำปรึกษาฟรี

ติดต่อเรา